27/1/52

Pronouns

Pronouns

Pronoun ( คำสรรพนาม ) คือคำที่ใช้แทนคำนามหรือคำเสมอนาม ( nouns- equivalent ) เพื่อหลีกเลี่ยงการกล่าวถึงซ้ำซาก หรือแทนสิ่งที่รู้กันอยู่แล้วระหว่างผู้พูด ผู้ฟัง หรือแทนสิ่งของที่ยังไม่รู้ หรือไม่แน่ใจว่าเป็นอะไร
คำสรรพนาม (pronouns ) แยกออกเป็น 7 ชนิด คือ
Personal Pronoun ( บุรุษสรรพนาม ) เช่น I, you, we, he , she ,it, theyPossessive Pronoun ( สรรพนามเจ้าของ ) เช่น mine, yours, his, hers, its,theirs, oursReflexive Pronouns ( สรรพนามตนเอง ) เป็นคำที่มี - self ลงท้าย เช่น myself, yourself,ourselvesDefinite Pronoun ( หรือ Demonstrative Pronouns สรรพนามเจาะจง ) เช่น this, that, these, those, one, such, the sameIndefinite Pronoun ( สรรพนามไม่เจาะจง ) เช่น all, some, any, somebody, something, someoneInterrogative Pronoun ( สรรพนามคำถาม ) เช่น Who, Which, WhatRelative pronoun ( สรรพนามเชื่อมความ ) เช่น who, which, that
1.Personal Pronouns ( บุรุษสรรพนาม ) คือสรรพนามที่ใช้แทนบุคคลหรือสิ่งของในการพูดสนทนา มี 3 บุรุษคือ
บุรุษที่ 1------>ได้แก่ตัวผู้พูด-------------> I, we
บุรุษที่ 2------>ได้แก่ผู้ฟัง---------------> you
บุรุษที่ 3------>ได้แก่ผู้ ที่พูดถึง สิ่งที่พูดถึง-----> he, she. it , they
เช่น I saw a boy on the bus. He seemed to recognize me. ฉันเจอเด็กคนหนึ่งบนรถประจำทาง เขาดูเหมือนจะจำฉันได้ ( He ในประโยคที่สองแทน a boy และ me แทน I ในประโยคที่หนึ่ง )My friend and her brother like to swim. They swim whenever they can.เพื่อนฉันและน้องชายของเธอชอบว่ายน้ำ พวกเขาไปว่ายน้ำทุกครั้งที่มีโอกาส ( they ในประโยคที่สอง แทน My friend และ her brother ในประโยคที่ 1
Personal Pronouns
ที่ทำหน้าที่เป็นประธานและเป็นกรรมมีหลักดังนี้Personal Pronoun ที่ตามหลังคำกริยาหรือตามหลังบุพบท ( preposition ) ต้องใช้ในรูปกรรม เช่นPlease tell him what you want. โปรดบอกเขาถึงสิ่งที่คุณต้องการ ( ตามหลังดำกริยา tell )Mr. Wilson talked with him about the project. คุณวิลสัน พูดกับเขาเกี่ยวกับโครงการ ( ตามหลังบุพบท with )
หมายเหตุ ถ้ากริยาเป็น verb to be สรรพนามที่ตามหลังจะใช้เป็นประธานหรือเป็นกรรม ให้พิจารณาดูว่า สรรพนามใน ประโยคนั้นอยู่ในรูปผู้กระทำ หรือ ผู้ถูกกระทำ เช่น
It was she who came here yesterday.เธอคนนึ้ ที่มาเมื่อวานนี้ ( ใช้ she เพราะเป็นผู้กระทำ )It was her whom you met at the party last night. เธอคนนี้ที่คุณพบที่งานเลี้ยงเมื่อคืนนี้ (ใช้ her เพราะเป็นกรรมของ you met )
Possessive Pronouns ( สรรพนามเจ้าของ ) คือ สรรพนามที่ใช้แทนคำนามเมื่อแสดงความเป็นเจ้าของ ได้แก่คำต่อไปนี้ mine,ours, yours, his, hers,its,theirs
เช่น The smallest gift is mine. ของขวัญชิ้นที่เล็กที่สุดเป็นของฉัน This is yours. อันนี้ของคุณHis is on the kitchen counter. ของเขาอยู่บนเคาน์เตอร์ในครัวTheirs will be delivered tomorrow. ของพวกเขาจะเอามาส่งพรุ่งนี้Ours is the green one on the table . ของพวกเราคืออันสีเขียวที่อยู่บนโต๊ะ
possessive pronouns มึความหมายเหมือน possessive adjectives แต่หลักการใช้ต่างกัน
เช่น This is my book. นี่คือหนังสือของฉัน ( my ในประโยคนี้เป็น possessive adjective ขยาย book )This book is mine. หนังสือนี้เป็นของฉัน ( mine ในประโยคนี้เป็น possessive pronoun ทำหน้าที่เป็นส่วนสมบูรณ์ ( complement) ของคำกริยา is
Reflexive Pronouns ( สรรพนามตนเอง ) คือสรรพนามที่แสดงตนเอง แสดงการเน้น ย้ำให้เห็นชัดเจน มักเรียกว่า -self form of pronoun ได้แก่ myself. yourself, yourselves, himself, herself, ourselves. themselves, itself มีหลักการใช้ดังนี้
ใช้เพื่อเน้นประธานให้เห็นว่าเป็นผู้กระทำการนั้นๆ ให้วางไว้หลังประธานนั้น ถ้าต้องการเน้นกรรม (object ) ให้วางหลังกรรม เช่นShe herself doesn't think she'll get the job. The film itself wasn't very good but I like the music.I spoke to Mr.Wilson himself.
วางหลังคำกริยา เมื่อกริยาของประโยคเป็นกริยาที่ทำต่อตัวประธานเอง เช่นThey blamed themselves for the accident.พวกเขาตำหนิตนเองในอุบัติเหตุที่เกิดขึ้น ( ตามหลังกริยา blamed )เช่นYou are not yourself today. วันนี้คุณไม่เป็นตัวของคุณเอง ( ตามหลังกริยา are )เช่นI don't want you to pay for me. I'll pay for myself. ฉันไม่อยากให้คุณเป็นคนจ่ายเงินให้ ฉันจะจ่ายของฉันเอง Julia had a great holiday. She enjoyed herself very much.จูเลียมีวันหยุดที่ดี เธอสนุกมากGeorge cut himself while he was shaving this morning. จอร์จทำมีดบาดตัวเองขณะทีโกนหนวดเมื่อเช้านี้
หมายเหตุ ปกติ จะใช้ wash/shave/dress โดยไม่มี myself
เมื่อต้องการจะเน้นว่า ประธานเป็นผู้ทำกิจกรรมนั้นเอง Who repaired your bicycle for you? Nobody, I repaired it myself.ใครซ่อมรถจักรยานให้คุณ. ไม่มีใครทำให้ฉันซ่อมเองI'm not going to do it for you. You can do it yourself.ฉันจะไม่ทำ( อะไรสักอย่างที่รู้กันอยู่ ) ให้นะ คุณต้องทำเอง
By myself หมายถึงคนเดียว มีความหมายเหมือน on my own เช่นเดียวกับคำต่อไปนี้on ( my/your/his/ her/ its/our/their ) own มีความหมายเหมือนกับby ( myself/yourself ( singular) /himself/ herself/ itself/ ourselves/ yourselves(plural)/ themselves )เช่น I like living on my own/by myself. ฉันชอบใช้ชีวิตอยู่คนเ้ดียว Did you go on holiday on your own/by yourself? เธอไปเที่ยววันหยุดคนเดียวหรือเปล่าLearner drivers are not allowed to drive on their own/ by themselves.ผู้ที่เรียนขับรถไม่ได้รับอนุญาตให้ขับรถด้วยตัวเองคนเดียวJack was sitting on his own/by himself in a corner of the cafe.แจ๊คนั่งอยู่คนเดียวทีีมุมห้องในคาเฟ
Definite Pronouns หรือ Demonstrative Pronouns คือสรรพนามที่บ่งชี้ชัดเจนว่าใช้แทนสิ่งใด เช่น this, that, these, those, one, ones, such, the same, the former, the latter
That is incredible! นั่นเหลือเชื่อจริงๆ (อ้างถึงสิ่งที่เห็น)I will never forget this. ฉันจะไม่ลืมเรื่องนี้เลย (อ้างถึงประสบการณ์เมื่อเร็วๆนี้)Such is my belief. นั่นเป็นสิ่งที่ฉันเชื่อ (อ้างถึงสิ่งที่ได้อธิบายไปก่อนหน้านี้ ) Grace and Jane ar good girls. The former is more beautiful than the latter. เกรซและเจนเป็นเด็กดีทั้งคู่ แต่คนแรก (เกรซ)จะสวยกว่าคนหลัง (เจน)
Indefinite Pronouns ( สรรพนามไม่เจาะจง ) หมายถึงสรรพนามที่ใช้แทนนามได้ทั่วไป มิได้ชี้เฉพาะเจาะจงว่าแทนคนนั้น คนนี้ เช่น everyone,everybody,everything,some,each etc.
เช่น Everybody loves somebody. คนทุกคนย่อมมีความรักกับใครสักคนIs there anyone here by the name of Smith? มีใครที่นีชื่อสมิธบ้างOne should always look both ways before crossing the street. ใครก็ตามควรจะมองทั้งสองด้านก่อนข้ามถนนNobody will believe him. จะไม่มีใครเชื่อเขาLittle is expected. มีการคาดหวังไว้น้อยมาก
We, you, they ซึ่งปกติเป็น personal pronoun จะนำมาใช้เป็น indefinite pronoun เมื่อไม่เจาะจง โดยมากใช้ในคำบรรยาย คำปราศัย เช่น
We should prepare ourselves to deal with any emergency. เรา ( โดยทั่วไป) ควรจะเตรียมพร้อมไว้เสมอสำหรับเหตุการณ์ฉุกเฉิน) You sometimes don't know what to say in such a situation. บางครั้งพวกคุณก็ไม่รู้ว่าจะพูดอย่างไรในสถานการณ์เช่นนั้น.
Interrogative Pronouns ( สรรพนามคำถาม ) เป็นสรรพนามที่แทนนามสำหรับคำถาม ได้แก่ Who, Whom, What,Which และ Whoever, Whomever,Whatever,Whichever เช่น
Who want to see the dentist first? ใครอยากจะเข้าไปหาหมอฟันเป็นคนแรก? ( who ในที่นี้เป็นประธาน ) Whom do you think we should invite? เธอคิดว่าเราควรจะัเชิญใคร? ( whom ในที่นี้เป็นกรรม - object )To whom do to wish to speak ? เธออยากจะพูดกับใคร? ( whom ในที่นี้เป็นกรรม - object )What did she say? เธอพูดว่าอะไรนะ? ( what เป็นกรรมของกริยา say )Which is your cat ? แมวของเธอตัวไหน? ( which เป็นประธาน )Which of these languages do you speak fluently? ภาษาไหนในบรรดาภาษาเหล่านี้ที่คุณพูดได้คล่อง? ( which เป็นกรรมของ speak )
หมายเหตุ which และ what สามารถใช้เป็น interrogative adjective และ who, whom , which สามารถใช้เป็น relative pronoun ได้
Relative Pronouns ( สรรพนามเชื่อมความ ) คือสรรพนามที่ใช้แทนคำนามที่กล่าวมาแล้วในประโยคข้างหน้า และพร้อมกันนั้นก็ทำหน้าที่เชื่อมประโยคทั้งสอง ให้เป็นประโยคเดียวกัน เช่นคำต่อไปนี้ who, whom, which whose ,what, that , และ indefinite relative pronouns เช่น whoever, whomever,whichever, whatever
เช่น Children who (that) play with fire are in great danger of harm. The book that she wrote was the best-sellerHe's the man whose car was stolen last week.She will tell you what you need to know.The coach will select whomever he pleases.Whoever cross this line will win the race.You may eat whatever you like at this restaurant.

There is, There are


There is / There are มีความหมายว่า "มี"
ใช้เมื่อต้องการจะบอกว่า "มีอะไรอยู่ที่ไหน"
เช่นHow many books are there on the table? (มีหนังสืออยู่บนโต๊ะกี่เล่ม)
There is a book on the table. (มีหนังสืออยู่บนโต๊ะ 1 เล่ม)
How many apples are there in the basket? (มีแอ๊ปเปิ้ลอยู่ในตะกร้ากี่ผล)
There is an apple in the basket. (มีแอ๊ปเปิ้ลอยู่ในตะกร้า 1 ผล)
How many pens are there under the chair? (มีปากกาอยู่ใต้เก้าอี้กี่ด้าม)
There are two pens under the chair. (มีปากกาอยู่ใต้เก้าอี้ 2 ด้าม)
จากประโยคตัวอย่างข้างต้นจะพบว่า
There is / There are ใช้แตกต่างกัน ดังนี้
1. There is ใช้นำหน้าคำนามเอกพจน์ หรือคำนามนับไม่ได้
เช่น There is a book on the table. (มีหนังสืออยู่บนโต๊ะ 1 เล่ม)
There is an apple in the basket. (มีแอ๊ปเปิ้ลอยู่ในตะกร้า 1 ผล)
There is water in the glass. (มีน้ำอยู่ในแก้ว)
2. There are ใช้นำหน้าคำนามพหูพจน์
เช่น There are two pens on the chair. (มีปากกาอยู่บนเก้าอี้ 2 ด้าม)
There are eight cats in the room. (มีแมวอยู่ในห้อง 8 ตัว)
There are dogs under the tree. (มีสุนัขอยู่ใต้ต้นไม้หลายตัว)
There is "มี" ใช้กับคำนามนับได้เอกพจน์ หรือคำนามนับไม่ได้
There are "มี" ใช้กับคำนามนับได้พหูพจน์
some "บ้าง" ใช้กับนามนับได้และนับไม่ได้ ประโยคบอกเล่า
many "มาก" ใช้กับนามนับได้ พหูพจน์